วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ยุคสมัยของดนตรีตะวันตก

1. ยุคกลาง (Middle Ages)
                   ยุคนี้คือ ช่วงเวลาระหว่างศตวรรษที่ 5-15 (ราว ค.. 450-1400) อาจเรียกว่า ยุคเมดิอีวัล  (Medieval Period) ดนตรีในยุคนี้เป็น vocal polyphony คือ เป็นเพลงร้องโดยมีแนวทำนองหลายแนวสอดประสานกัน    ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวด (Chant) และเป็นเพลงแบบมีทำนองเดียว  (Monophony)  ในระยะแรกเป็นดนตรีที่ไม่มีอัตราจังหวะ (Non-metrical) ในระยะต่อมาใช้อัตราจังหวะ ¾ ต่อมาในศตวรรษที่ 14 มักใช้อัตราจังหวะ 2/4  เพลงร้องพบได้ทั่วไป    และเป็นที่นิยมมากกว่าเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรี   รูปแบบของเพลงเป็นแบบล้อทำนอง (Canon) นักดนตรีที่ควรรู้จักคือ มาโซท์และแลนดินี


2. ยุครีเนซองค์ (Renaissance Period)
                   เป็นดนตรีในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-16 (ราว ค.. 1450-1600) การสอดประสาน(Polyphony) ยังเป็นลักษณะของเพลงในยุคนี้โดยมีการล้อกันของแนวทำนองเดียวกัน (Imitative style)ลักษณะบันไดเสียงเป็นแบบโหมด(Modes) ยังไม่นิยมแบบบันไดเสียง(Scales)  การประสานเสียงเกิดจากแนวทำนองแต่ละแนวสอดประสานกัน   มิได้เกิดจากการใช้คุณสมบัติของคอร์ด   ลักษณะของจังหวะมีทั้งเพลงแบบมีอัตราจังหวะ   และไม่มีอัตราจังหวะ    ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อย   ยังมีน้อยไม่ค่อยพบ    ลักษณะของเพลงมีความนิยมพอๆกัน  ระหว่างเพลงร้องและบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี   เริ่มมีการผสมวงเล็กๆ เกิดขึ้น  นักดนตรีที่ควรรู้จักคือ จอสกิน-เดอส์  เพรซ์  ปาเลสตรินา  และเบิร์ด

3. ยุคบาโรค (Baroque Period)  
                   เป็นยุคของดนตรีในระหว่างศตวรรษที่17-18 (ราว ค.. 1600-1750) การสอดประสาน   เป็นลักษณะที่พบได้เสมอในปลายยุค    ช่วงต้นยุคมีการใช้ลักษณะการใส่เสียงประสาน(Homophony) เริ่มนิยมการใช้เสียงเมเจอร์   และไมเนอร์   แทนการใช้โหมดต่างๆ การประสานเสียงมีหลักเกณฑ์เป็นระบบ   มีการใช้เสียงหลัก (Tonal canter) อัตราจังหวะเป็นสิ่งสำคัญของบทเพลง    การใช้ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อย  เป็นลักษณะของความดัง-ค่อย   มากกว่าจะใช้ลักษณะค่อยๆ ดังขึ้นหรือค่อยๆลง  (Crescendo, diminuendo)ไม่มีลักษณะของความดังค่อยอย่างมาก (Fortissimo, pianisso)  บทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีเป็นที่นิยมมากขึ้น     บทเพลงร้องยังคงมีอยู่และเป็นทีนิยมเช่นกัน   นิยมการนำวงดนตรีเล่นผสมกับการเล่นเดี่ยวของกลุ่ม  เครื่องดนตรี 2-3 ชิ้น(Concerto grossoนักดนตรีที่ควรรู้จัก คือ มอนเมแวร์ดี  คอเรลลี วิวัลดี  บาค ฮันเดล

4. ยุคคลาสสิค (Classical period)
                   เป็นยุคที่ดนตรีมีกฎเกณฑ์แบบแผนอย่างมาก   อยู่ในระหว่างศตวรรษที่ 18  และช่วงต้นศตวรรษที่ 19 (.. 1750-1825) การใส่เสียงประสานเป็นลักษณะเด่นของยุคนี้   การสอดประสานพบได้บ้างแต่ไม่เด่นเท่าการใส่เสียงประสาน    การใช้บันไดเสียงเมเจอร์ และไมเนอร์   เป็นหลักในการประพันธ์เพลง    ลักษณะของบทเพลงมีความสวยงามมีแบบแผน  บริสุทธิ์  มีการใช้ลักษณะของเสียงเกี่ยวกับความดังค่อยเป็นสำคัญ    ลีลาของเพลงอยู่ในขอบเขตที่นักประพันธ์ในยุคนี้ยอมรับกัน   ไม่มีการแสดงอารมณ์   หรือความรู้สึกของผู้ประพันธ์ไว้ในบทเพลงอย่างเด่นชัด   การผสมวงดนตรีพัฒนามากขึ้น   การบรรเลงโดยใช้วงและการเดี่ยวดนตรีของผู้เล่นเพียงคนเดียว( Concerto)เป็นลักษณะที่นิยมในยุคนี้   บทเพลลงประเภทซิมโฟนีมีแบบแผนที่นิยมกันในยุคนี้เช่นเดียวกับ        เพลงเดี่ยว(Sonata)  ด้วยเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ บทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่นิยมเป็นอย่างมาก    บทเพลงร้องมีลักษณะซับซ้อนกันมากขึ้น  เช่นเดียวกับบทเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี    นักดนตรีที่ควรรู้จักในยุคนี้ คือ กลุค  ไฮเดิน  โมทซาร์ท  และเบโธเฟน

5. ยุคโรแมนติด(Romantic period)
                   เป็นยุคของดนตรีระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ราว ค.. 1825-1900) ลักษณะเด่นของดนตรีในยุคนี้ คือ เป็นดนตรีที่แสดงความรู้สึกของนักประพันธ์เพลงเป็นอย่างมาก   ฉะนั้นโครงสร้างของดนตรีจึงมีหลากหลายแตกต่างกันไปในรายละเอียด   โดยการพัฒนาหลักการต่างๆ ต่อจากยุคคลาสสิก  หลักการใช้บันไดเสียงไมเนอร์และเมเจอร์   ยังเป็นสิ่งสำคัญ    แต่ลักษณะการประสานเสียงมีการพัฒนาและคิดค้นหลักใหม่ๆ ขึ้นอย่างมากเพื่อเป็นการสื่อสารแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของผู้ประพันธ์เพลง    การใส่เสียงประสานจึงเป็นลักษณะเด่นของเพลงในยุคนี้    บทเพลงมักจะมีความยาวมากขึ้น   เนื่องจากมีการขยายรูปแบบของโครงสร้างดนตรี   มีการใส่สีสันของเสียงจากเครื่องดนตรีเป็นสื่อในการแสดงออกทางอารมณ์   ลักษณะการผสมวงพัฒนาไปมาก    วงออร์เคสตร้ามีขนาดใหญ่มากขึ้นกว่าในยุคคลาสสิค   บทเพลงมีลักษณะต่างๆกันออกไป เพลงซศิมโฟนี โซนาตา และเซมเบอร์มิวสิก   ยังคงเป็นรูปแบบที่นิยมนอกเหนือไปจากเพลงลักษณะอื่นๆ เช่น Prelude, Etude,Fantasia เป็นต้น   นักดนตรีที่ควรรู้จักในยุคนี้มีเป็นจำนวนมาก  เช่น  เบโธเฟน  ชูเบิร์ต  โชแปง  ลิสซท์  เมนเดลซอน  เบร์ลิโอส  ชูมานน์  แวร์ดี   บราหมส์   ไชคอฟสี  ริมสกี-คอร์สคอฟ  รัคมานินอฟ  ปุกซินี  วากเนอร์  กรีก   ริชาร์ด  สเตราห์   มาห์เลอร์  และซิเบลุส  เป็นต้น

6. ยุคอิมเพรสชั่นนิสติค  (Impressionistic Period หรือ Impressionism)
                   เป็นดนตรีอยู่ในช่วงระหว่าง ค.. 1890 – 1910 ลักษณะสำคัญของเพลงยุคนี้คือ   ใช้บันไดเสียงแบบเสียงเต็ม  ซึ่งทำให้บทเพลงมีลักษณะลึกลับ   คลุมเครือไม่กระจ่างชัด    เนื่องมาจากการประสานเสียงโดยใช้ในบันไดเสียงแบบเสียงเต็ม   บางครั้งจะมีความรู้สึกโล่งๆว่างๆ  เสียงไม่หนักแน่น  ดังเช่น   เพลงในยุคโรแมนติก     การประสานเสียงไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์    ในยุคก่อนๆ สามารถพบการประสานเสียงแปลก ๆ ไม่คาดคิดได้ในบทเพลงประเภทอิมเพรสชั่นนิซึม   รูปแบบของเลงเป็นรูปแบบง่าย   มักเป็นบทเพลงสั้นๆ รวมเป็นชุด  นักดนตรีที่ควรรู้จัก   คือ  เดอบูสซี   ราเวล  และเดลิอุส

7. ยุคศตวรรษที่ 20(Contemporary Period)
                   ดนตรีในยุคศตวรรษที่ 20 เป็นยุคของการทดลองสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ  และนำเอาหลักการเก่าๆ มากพัฒนาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับแนวความคิดในยุคปัจจุบัน   เช่น  หลักการเคาเตอร์พอยต์   (Counterpoint) ของโครงสร้างดนตรีแบบการสอดประสาน   มีการใช้ประสานเสียงโดย     การใช้บันไดเสียงต่างๆ รวมกัน (Polytonatity) และการไม่ใช่เสียงหลักในการแต่งทำนองหรือประสานเสียงจึงเป็นเพลงแบบใช้บันไดเสียง 12 เสียง(Twelve-tone scale)ซึ่งเรียกว่า Atonalityอัตราจังหวะที่ใช้ทีการกลับไปกลับมา    ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การใช้การประสานเสียงที่ฟังระคายหูเป็นพื้น (Dissonance)  วงดนตรีกลับมาเป็นวงเล็กแบบเชมเบอร์มิวสิก    ไม่นิยมวงออร์เคสตรา   มักมีการใช้อิเลกโทรนิกส์    ทำให้เกิดเสียงดนตรีซึ่งมีสีสันที่แปลกออกไป    เน้นการใช้จังหวะรูปแบบต่างๆ บางครั้งไม่มีทำนองที่โดดเด่น    ในขณะที่แนวคิดแบบโรแมนติกมีการพัฒนาควบคู่ไปเช่นกัน   เรียกว่า  นีโอโรแมนติก (Neo-Romantic) กล่าวโดยสรุปคือ โครงสร้างของเพลงในศตวรรษที่ 20  นี้มีหลากหลายมาก    สามารถพบสิ่งต่างๆตั้งแต่ยุค ต่างๆมาที่ผ่านมา    แต่มีแนวคิดใหม่ที่เพิ่มเข้าไป   นักดนตรีที่ควรรู้จักในยุคนี้ คือ สตราวินสกี   โชนเบิร์ก   บาร์ตอก   เบอร์ก   ไอฟส์   คอปแลนด์  ชอสตาโกวิช   โปโกเฟียฟ  ฮินเดมิธ  เคจ  เป็นต้น

ที่มาhttp://lms.thaicyberu.go.th/officialtcu/main/advcourse/presentstu/course/ww522/rtmu02/rtmu02-web1/contents/links/music04.htm

แนวทางการเขียนเพื่อการสื่อสาร


การวางโครงเรื่อง
โครงเรื่องจำแนกได้ 3 รูปแบบดังนี้
1.1โครงเรื่องแบบหัวข้อ คือ เขียนเป็นข้อๆ
1.2โครงเรื่องแบบประโยคสามัญ คือ เขียนเป็นประโยค
1.3โครงเรื่องแบบละเอียดหรือโครงเรื่องแบบร่างย่อหน้า
ประโยชน์ของการเขียนโครงเรื่อง
1.ช่วยให้ผู้เขียนอธิบายจุดประสงค์ได้ชัดเจน
2.เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบ และจัดระเบียบเนื้อเรื่อง
3.ช่วยในการอ่านหนังสือให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
การเขียนย่อหน้า
1ลัษณะของย่อหน้าที่ดี
- ไม่จำกัดความยาว ขึ้นอยู่กับความสำคัญของเนื้อหาที่เขียนแต่ไม่ควรยาวจนเกินไป
- ควรมีจุดเด่นและน่าสนใจ
2การสร้าประโยคใจความสำคัญในย่อหน้า ดังนี้
- วางใว้ตอนต้นของย่อหน้า
- วางใว้ตอนกลางของย่อหน้า
- วางใว้ตอนท้ายของย่อหน้า
- วางใว้ตอนต้นเเละตอนท้ายของย่อหน้า

การเขียน

คือ วิธีการสื่อสารชนิดหนึ่งของมนุษย์ เป็นการแสดงความรู้สึก ความคิด ความรู้ ความต้องการ เป็นลายลักษณอักษร เป็นให้ผู้รับสารได้ทราบ ความสำคัญในการเขียนในชีวิตรประจำวัน 1ช่วยใหัมนุษย์ถ่ายทอดความคิด ความเข้าใจ และประสบการณ์ของตนสู่ผู้อื่น 2ะป็นการบันทึกข้อมูล ข้อความ เรื่องราว ที่ผ่านการกลั่นกลองความคิดและจัดระเบียบไว้ดีแล้ว 3ใช้เป็นหลักฐานทางความคิดและบันทึกเหตุการณ์ทางสังคม เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าเมื่อเวชาผ่านไป 4เป็นวิธีการถ่ายทอดภูมิปัญญา ความคิด ความเชื่อ จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง 5ใช้การเขียนพัฒนาความคิด จัดลำดับความคิด และเพิ่มพูนทักษะการสื่อสาร วัตถุประสงค์ 1การเขียนเพื่อเล่าเรื่อง 2เขียนเพื่ออธิบาย ชี้แจง ให้เข้าใจชัดเจน 3เขียนเพื่อเสริมสร้างจินตนาการ 4เขียนเพื่อจูงใจ 5เขียนเพื่อปลุกใจ 6เขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารหรือเเนะนำ ประเภทของการเขียน แบ่งตามรูปแบบ ร้อยแก้ว หมายถึงการเขียนแบบเขียนไปเรื่อยๆ ร้อยกรอง หมายถึง การเขียนแบบการแต่งเป็นกลอนหรือโครง แบ่งตามเนื้อหา เชิงสารคดี หมายถึง งานเสนอที่มุ่งนำเสนอข้อเท็จจริง ข้อมูล เช่นบทความ ตำรา สารคดีท่องเที่ยว เชิงบันเทิงคดี หมายถึง งานเขียนที่เกิดจากจินตนาการหรือเรื่องสมมติ เช่น เรื่องสั้น นวนิยาย บทกวี กวีนิพน บทละคร

วันอังคารที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ชื่อสมาชิก

นายพัชรพล รุ่งเรือง ม.6/10 เลขที่ 6 (หัวหน้ากลุ่ม)
นายณัฐพล อารมณ์เย็น ม.6/10 เลขที่ 13 (รองหัวหน้ากลุ่ม)
นายธนากร กันหา ม.6/10 เลขที่ 15
นายธีระวัฒน์ บุญส่ง ม.6/10 เลขที่ 20
นายสิริวัฒน์ หัทยาดิสัย ม.6/10 เลขที่ 22