วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

สงครามเกาหลี

สงครามเกาหลี (Korean War)
          เป็นสงครามระหว่างประเทศเกาหลีเหนือกับประเทศเกาหลีใต้ เริ่มตั้งแต่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1950 ถึง 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1953 เป็นหนึ่งในสงครามตัวแทนระหว่างช่วงสงครามเย็น
          ฝ่ายเกาหลีใต้ประกอบโดยสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา สหราชอาณาจักร ประเทศออสเตรเลีย และกองกำลังของประเทศอื่น ๆ โดยคำสั่งของสหประชาชาติ ฝ่ายเกาหลีเหนือมีสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพโซเวียตคอยให้ความช่วยเหลือ
          ประเทศเกาหลีโดนยึดครองโดยประเทศญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ ฝ่ายพันธมิตรได้แบ่งดินแดนของเกาหลีเป็นสองส่วน โดยส่วนเหนือยอมแพ้ต่อโซเวียต และส่วนใต้ยอมแพ้ต่อสหรัฐอเมริกา มีเส้นแบ่งอยู่ที่เส้นขนานที่ 38 ทางสหประชาชาติมีแผนจะจัดการเลือกตั้งใน ค.ศ. 1948 แต่ได้รับการปฏิเสธจากโซเวียต และตั้งรัฐบาลคอมมิวนิสต์ขึ้นมาเอง
          วันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1950 ทหารฝ่ายเกาหลีเหนืออาศัยอาวุธยุทโธปกรณ์ของโซเวียตบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา วันที่ 28 มิถุนายน ก็สามารถยึดกรุงโซลได้ สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ได้สั ่งการให้นายพลดักลาส แมคอาเธอร์ ผู้บัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกในขณะนั้น ให้ทำการตอบโต้
          วันที่ 5 กรกฎาคม ปีเดียวกัน กองทัพสหรัฐได้บุกเข้าสู่เกาหลีเหนือ
          สหประชาชาติได้ลงมติให้ยกกองกำลังเข้าช่วยเหลือเกาหลีใต้ กองกำลังสหรัฐอเมริกาจึงเข้าร่วมกับกองกำลังของสหประชาชาติ ซึ่งประกอบด้วยกองกำลังของอีก 15 ชาติ (รวมประเทศไทย)
ที่มา 
http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m6-5/no36-43/history/sec05p03.html


การเจรจาเพื่อยุติสงครามและสงบศึก

          นับตั้งแต่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๔ เป็นต้นมา การสู้รบด้วยกำลังทหารขนาดใหญ่แทบจะไม่มีอีก ฝ่ายกองทัพสหประชาชาติ หลังจากที่สกัดศึกใหญ่แล้ว ก็มิได้มีแผนการที่จะเข้าตีซ้ำเติมเพื่อเผด็จศึกแต่ประการใด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเทศภาคีสมาชิกสหประชาชาติว่า จะให้ปฏิบัติการได้เพียงใด การดำเนินการของกองทัพสหประชาชาติอาจจะทำได้ ๒ วิธี คือ 

          วิธีที่ ๑ ให้กองทัพสหประชาชาติดำเนินการสงครามต่อไปจนได้ชัยชนะเด็ดขาด วิธีนี้จำเป็นต้องได้รับกำลังรบเพิ่มเติม และกำลังทางอากาศของกองทัพสหประชาชาติ จะต้องได้รับอนุมัติให้ปฏิบัติการผ่านชายแดนเกาหลีเข้าไปในแมนจูเรีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน 

          วิธีที่ ๒ ให้กองทัพสหประชาชาติวางแนวป้องกันตรึงอยู่ในแนวเขตแดนเท่าที่ยึดครองได้แล้ว ให้สหประชาชาติเจรจายุติการสงครามเอง 

          พลเอก แมก อาเธอร์ เตรียมที่จะปฏิบัติการตามวิธีที่ ๑ แต่บรรดาภาคีสหประชาชาติส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ประธานาธิบดี ทรูแมน และเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของสหรัฐฯ ก็ไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าภารกิจของกองทัพสหประชาชาติได้สำเร็จลงแล้ว คือขับกองทัพเกาหลีเหนือผู้รุกรานให้ถอยกลับข้ามเส้นขนานที่ ๓๘ ขึ้นไปทางเหนือ ตามมติคณะมนตรีความมั่นคง เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๙๔ 

          เนื่องจากมีอุปสรรค และความขัดแย้งต่าง ๆ ในการที่จะให้กองทัพสหประชาชาติรุกขึ้นไปยังแม่น้ำยาลู ซึ่งเป็นเส้นกั้นเขตแดน ระหว่างเกาหลีเหนือกับ สาธารณรัฐประชาชนจีน พลเอก แมทธิว อาร์ ริจเวย์ (Malthew R. Ridgway) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพสหประชาชาติ จึงสั่งให้ พลโท แวนฟลีต แม่ทัพกองทัพที่ ๘ สหรัฐฯ เป็นผู้บังคับบัญชาทหารบกทั้งหมดของกองทัพสหประชาชาติในเกาหลี วางกำลังป้องกันบริเวณเส้นขนานที่ ๓๘ และเตรียมการจะส่งกำลังข้ามเส้นขนานที่ ๓๘ ขึ้นไปเมื่อเห็นว่าเหตุการณ์จำเป็น และได้เปรียบข้าศึก 

          นายทริกเว ลี  (Trygve Lie) เลขาธิการสหประชาชาติ ได้กล่าวในเดือน พฤษภาคม ๒๔๙๔ ว่า บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรที่จะได้เจรจา เพื่อให้เกิดสันติภาพในประเทศเกาหลีแล้ว และมติของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ที่มีอยู่เดิมก็จะเป็นผลสมบูรณ์ ต่อมาเมื่อ ๒๓ มิถุนายน ๒๔๙๔ นายมาลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหภาพโซเวียต ได้กล่าวทางวิทยุกระจายเสียงของสหประชาชาติ เสนอให้มีการเจรจาสงบศึกในเกาหลี และต่อมาทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ได้ประกาศทางวิทยุ สนับสนุนข้อเสนอของสหภาพโซเวียต 

          อำนาจหน้าที่ในการเจรจา เพื่อสงบศึกนั้น ที่ปรึกษากฎหมายของเลขาธิการสหประชาชาติ ได้เสนอความเห็นแก่เลขาธิการสหประชาชาติว่า กองบัญชาการกองทัพสหประชาชาติ มีอำนาจเจรจาโดยตรงกับฝ่ายข้าศึกได้ เฉพาะปัญหาในการทหารเท่านั้น และเมื่อตกลงประการใด จะต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ทราบ 

          พลเอก ริจเวย์ ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหประชาชาติแทน พลเอก แมคอาร์เธอร์ ซึ่งถูกประธานาธิบดี ทรูแมนของสหรัฐฯ สั่งปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อ ๑๑ เมษายน ๒๔๙๔ เพราะเกรงว่าตามแผนของ พลเอก แมค อาร์เธอร์ อาจเป็นชะนวนให้เกิดสงครามโลก พลเอก ริจเวย์ ได้ตอบรับข้อเสนอของนายมาลิก โดยประกาศทางวิทยุกระจายเสียงของสหประชาชาติ เมื่อ ๒๙ มิถุนายน ๒๔๙๔ และเสนอว่าควรจะมีการเจรจากันในเรือ จัทแลนเดีย (Jutlandia) ซึ่งเป็นเรือพยาบาลของเดนมาร์กในอ่าววอนซาน แต่ฝ่ายแม่ทัพสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานาธิบดีเกาหลีเหนือเสนอว่าควร เจรจากันที่เมืองเคซอง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงโซล
          การเจรจาเพื่อสงบศึกได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองเคซอง เมื่อ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๙๔ ต่อมาได้ย้ายไปเจรจากันที่ ตำบลปันมุมจอม (Punmumjom) โดยมีพลเรือโท จอย ผู้บัญชาการทหารเรือสหรัฐฯ ภาคตะวันออกไกล เป็นหัวหน้าฝ่ายกองทัพสหประชาชาติในการเจรจา ฝ่ายตรงข้ามมีพลเอกนัมมิลเสนาธิการทหารบก และรองนายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือเป็นหัวหน้าในการเจรจา การเจรจาดำเนินไปอย่างชิงไหวชิงพริบกัน การปะทะกันทั้งทางบก และการโจมตีทางอากาศคงดำเนินการต่อไป 

          กองพันทหารไทยผลัดที่ ๕ ไปรับหน้าที่ตั้งแต่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๙๖ ขึ้นบังคับบัญชา ทางยุทธการกับกรมทหารราบที่ ๙ กองพลทหารราบที่ ๒ สหรัฐฯ ต้องทำการรบกับข้าศึกหลายครั้งก่อนที่จะได้มีการลงนามในข้อตกลงสงบศึก 

          หัวหน้าแผนกนายทหารติดต่อ กองบัญชาการกองทัพสหประชาชาติ ได้เชิญหัวหน้านายทหารไทยประจำกองทัพสหประชาชาติ (พันเอก ชาญ  อังศุโชติ) เมื่อเดือน มิถุนายน ๒๔๙๔ เพื่อแจ้งให้ทราบเรื่องการเจรจาเพื่อสงบศึก ในการนี้จะมีนายทหารสหรัฐฯ ๓ คน นายทหารอังกฤษ ๑ คน และนายทหารสาธารณรัฐเกาหลี ๑ คน รวม ๕ คน เป็นผู้แทนฝ่ายกองทัพสหประชาชาติ แต่เนื่องจากประธานาธิบดี ซิงมันรี ของเกาหลีใต้ต้องการให้เผด็จศึก โดยให้กองทัพสหประชาชาติรุกผ่านเกาหลีเหนือไปจนถึงแม่น้ำยาลู เพื่อจะได้รวมประเทศเกาหลีเป็นประเทศเดียวกัน เห็นว่าการเจรจาสงบศึกเท่ากับเป็นการยอมจำนนแก่ข้าศึก ทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ และอาจเกิดสงครามโลกครั้งที่สามได้ 

          ประธานาธิบดีซิงมันรี ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อ ๖ มิถุนายน ๒๔๙๖ และแจ้งให้ พลเอก คล๊าค ซึ่งมารับหน้าที่ต่อจาก พลเอก ริจเวย์ เมื่อ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๙๖ ความโดยสรุปว่า ขอให้ทหารชาติต่าง ๆ ถอนทหารออกจากคาบสมุทรเกาหลี ภายหลังที่ได้มีการตกลงในสัญญาระหว่าง สหรัฐฯ กับ สาธารณรัฐเกาหลีแล้ว โดยสหรัฐฯ จะต้องรับประกันว่า จะให้ความช่วยเหลือแก่ สาธารณรัฐเกาหลีในทางทหาร ให้การสนับสนุนในกรณีที่ สาธารณรัฐเกาหลีถูกรุกราน และให้สหรัฐฯ มีกำลังทหาร อากาศ และทหารเรือ ส่วนหนึ่งอยู่ในบริเวณตะวันออกไกลด้วย หากไม่ตกลงตามนี้ สาธารณรัฐเกาหลีจะทำการสู้รบต่อไป 

            ในการนี้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในกองบัญชาการกองทัพสหประชาชาติคาดว่า ผู้แทนสาธารณรัฐเกาหลีคงจะไม่ไปร่วมในการลงนามในข้อตกลงสงบศึก จึงพิจารณาเห็นว่าประเทศไทยได้ส่งกำลังเข้าร่วมปฏิบัติการกับกองทัพสหประชาชาติอย่างห้าวหาญ จึงเสนอให้รัฐบาลไทยส่งนายทหารชั้นนายพล ๑ ท่าน มาเป็นกรรมการสงบศึกฝ่ายสหประชาชาติ (U.N. Military Commission) แทนสาธารณรัฐเกาหลี ถ้ารัฐบาลไทยไม่รับ ก็จะได้ขอให้รัฐบาลตุรกี ส่งผู้แทนมาเป็นกรรมการฯ แทน ทางราชการไทยได้ส่ง พลตรี ถนอม  กิตติขจร มาเป็นกรรมการฯ โดยได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นใน ๒๕ กรกฎาคม ๒๔๙๖ และได้กำหนดวันทำพิธีลงนามในข้อตกลงสงบศึกใน ๒๗ กรกฎาคม ๒๔๙๖ ซึ่งมีเอกสารอยู่ ๙ ฉบับ มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษ เกาหลี และจีน 

          ข้อตกลงสงบศึกที่ปันมุมจอมนี้เป็นผลจากการเจรจาที่ยืดเยื้อถึง ๒๕๕ ครั้ง ใช้เวลา ๒ ปี ๑๗ วัน 
            
          ต่อมากระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่ง ลง ๙ กันยายน ๒๔๙๖ ให้พลตรี หม่อมเจ้าชิดชนก  กฤษดากร เจ้ากรมการทหารม้า และรักษาราชการเจ้ากรมข่าวทหารบก เป็นกรรมการในคณะกรรมการสงบศึกฝ่ายทหารแทน พลตรี ถนอม  กิตติขจร เมื่อ ๙ กันยายน ๒๔๙๖ พลตรีหม่อมเจ้าชิดชนกฯ ได้ปฏิบัติหน้าที่จนถึง ๑ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ จึงจบภารกิจ


ผลที่ประเทศไทยได้รับจากสงครามเกาหลี

          ประเทศไทยได้แสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่ชาวโลกว่า ในฐานะที่เป็นประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ไทยได้ปฏิบัติตามความมุ่งหมายของสหประชาชาติ ในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพ และความมั่นคงระหว่างประเทศ และเพื่อปราบปรามการรุกรานหรือการล่วงละเมิดต่อสันติภาพ 
            
          ในสงครามครั้งนี้ ทหารไทยทั้งสามเหล่าทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ในยุทธภูมิภายใต้ธงสหประชาชาติ ร่วมกับประเทศสมาชิกสหประชาชาติ อย่างสมเกียรติศักดิ์นักรบไทย เป็นที่เลื่องลือในบรรดาพันธมิตรที่ร่วมรบ รัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลสาธารณรัฐเกาหลีได้ส่งสาส์น แสดงความยกย่องและสดุดีวีรกรรมต่าง ๆ ในหลายวาระหลายโอกาสด้วยกัน ทหารไทยได้รับความรู้ บทเรียน และประสบการณ์ในการรบในสภาวะการณ์ต่าง ๆ ทั้งในแบบ และนอกแบบ 
            
          เจ้าหน้าที่หน่วยบรรเทาทุกข์สภากาชาดไทย หน่วยพยาบาลของทั้งสามเหล่าทัพ ได้รับความรู้ และประสบการณ์เพิ่มเติมอย่างกว้างขวาง และได้นำความรู้และประสบการณ์เหล่านั้น มาปฏิบัติงานให้เกิดคุณประโยชน์ ต่อสาธารณชนของไทย 
            
          คณะกรรมการสงบศึกฝ่ายทหารของไทยได้ปฏิบัติงานเป็นผลสำเร็จ ตามที่ได้รับมอบหมาย ทำให้เป็นที่ประจักษ์ในขีดความสามารถของนายทหารไทย 
            
          บรรดาผู้ที่ไปราชการสงครามในเกาหลี ได้นำเอาคุณลักษณะที่ดีของความเป็นคนไทย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะอุปนิสัยขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรมไปเผยแพร่แก่ชาวต่างประเทศ นับว่าเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงเกียรติคุณของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี 
            
          ในประการสุดท้าย การไปราชการสงครามในครั้งนี้ของไทย เป็นผลให้คณะมนตรี สนธิสัญญา ซีอาโต (SEATO) มาประชุมกันเป็นครั้งแรก ที่กรุงเทพ ฯ และประเทศไทยได้รับเกียรติและความไว้วางใจ คณะมนตรีความมั่นคงฯ ได้ลงมติให้ตั้งสำนักงานเลขาธิการประจำ ณ กรุงเทพ ฯ เป็นการถาวร
ที่มา
http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/military/korea/korea.htm

สงครามเวียดนาม

ปี  1885 เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เพื่อความง่ายในการปกครองทำให้ฝรั่งเศสแบ่งการปกครอง เวียดนามเป็น  3 แคว้น  คือ แค้วนตังเกี๋ยอยู่ทางตอนเหนือ แคว้นอันนัมอยู่ทางตอนกลาง  และแคว้นโคชินไซน่าอยู่ทางตอนใต้   ฝรั่งเศสได้เปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของเวียดนามเดิมให้เป็นแบบฝรั่งเศสเป็นส่วนใหญ่  ปี 1941ขณะเกิดสงครามเวียดมินห์ ขึ้น เพื่อขับไล่ฝรั่งเศส โดยมีผู้นำ คือ โฮจิมินห์
                                                                         โฮ จิ มินห์ (Ho Chi Minh)


     ปี 1942 ขณะเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา  ญี่ปุ่นได้ยึดครองภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เวียดนามจึงได้ประกาศตนอิสระ  แต่คงอยู่ในการควบคุมของญี่ปุ่น    ขบวนการเวียดมินห์ที่เกิดขึ้นมาก่อนนั้นก็ได้ร่วมมือกับสหรัฐและฝ่ายพันธมิตร  ทำการต่อต้านญี่ปุ่น    ก่อนเข้าสู่เนื้อหาของสงครามครั้งนี้จำเป็นอย่างมากที่สุดที่จะต้องรู้จักกับ  “เวียดมินห์”  ให้ดีเสียก่อน
     เวียดมินห์  หรือกองทัพประชาชนเวียดนามหรือบางแหล่งก็เรียกสันติบาตเพื่อเอกราชเวียดนามคือขบวนทางการเมืองมีจุดประสงค์เพื่อปลดปล่อยเวียดนามอออกจากปกครองของฝรั่งเศส  จัดตั้งเมื่อปี  1941  โดย  มี โฮจิมินห์  เป็นผู้นำนายพลโหว  เหวียน  ย้าบ เป็นผู้บัญชาการกองทัพคนแรก



                            นายพลหวอ เงวียน ย๊าปในวัยหนุ่มกับโฮ จิ มินห์ ผู้กุมชะตากรรมของเวียดนามเหนือ

  ต่อมาในเดือนมีนาคม  1945  สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนแปลงไป  คือญี่ปุ่นได้ปลดอาวุธและขังทหารฝรั่งเศสประจำอินโดจีน  จึงเป็นสาเหตุทำให้ฝรั่งเศสนั้นเสียศักดิ์ศรีไปมาก  เพราะขณะเกิดเรื่องนี้  ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงครามซึ่งเท่ากับการเปิดโอกาสให้ชาวเวียดนามกลุ่มต่าง ๆ ที่ดิ้นรนเพื่อเป็นเอกราชได้เริ่มดำเนินการทันที  ซึ่งผู้นำนั้นก็คือ เบาได๋  ซึ่งเคยเป็นจักรพรรดิแคว้นอันนัมได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็น “จักรพรรดิแห่งเวียดนาม” และต่อมาทำให้กลุ่มของเบาได๋ มีความหวังยิ่งขึ้น  คือนายพลเดอโกลล์ได้กล่าวคลุมเครือว่าอย่างให้เวียดนามปกครองตนเอง  ซึ่งทำให้ชาตินิยมต่างก็มีความหวังในเรื่องเอกราชโดยสันติวิธียิ่งขึ้นไปอีก  แต่หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาได้ทำลายความหวังลงไปเพราะกลุ่มเวียดมินห์ได้สั่งให้ประชาชนต่อต้านญี่ปุ่น  แต่คำสั่งนี้มีเจตนาแอบแฝงไว้เพื่อหวังผลอีกทางหนึ่งโดยมีเจตนาหาทางป้องกันไม่ให้ฝรั่งเศสกลับมามีอำนาจในเวียดนามอีก  ซึ่งการที่กลุ่มเวียดนามมินห์ได้สั่งให้ประชาชนต่อต้านญี่ปุ่นได้ผลดีมากในทางภาคเหนือของประเทศ  จักรพรรดิเบาได๋ ได้สละตำแหน่งประมุขของประเทศแล้วจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นแล้วประกาศเอกราชในเวลาต่อมาความสำเร็จในการยึดอำนาจครั้งนี้ ทำให้พวกคอมมิวนิสต์ที่ปะปนอยู่ในหมู่ชาตินิยมเวียดนามสามารถตั้งตนในหมู่คณะชั้นนำของขบวนการปฏิบัติได้
                เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม โฮจิมินห์จึงตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้น  เมื่อปี ค.ศ.1945 และหลังจากที่จักรดิพรรดิเบาได๋  ได้สละราชสมบัติในปีเดียวกันนั้นโฮจิมินห์ก็ได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศและได้เปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐ
                ฝรั่งเศสยังมีความพยายามที่จะยึดครองเวียดนามอยู่  แต่โอกาสยังไม่อำนวยเพราะขาดกำลังทหารและพาหนะลำเลียง  แต่เวียดนามก็ยังคงตกอยู่ในสภาพดังเดิม  เพราะมหาอำนาจฝ่ายพันธมิตรผู้ชนะสงครามได้เข้ามายึดครองแทน  โดยมีอังกฤษยึดครองภาคใต้ของเวียดนาม  จีนคณะชาติยึดครองทางภาคเหนือของเวียดนาม ชาวเมืองต่างไม่พอใจในการกระทำของอังกฤษ  นายพลเกรซี่ย์  ผู้บัญชาการกองทัพอังกฤษในเวียดนาม  ได้ประกาศกฎอัยการศึกในเขตที่ยึดครอง  สำหรับฝรั่งมีทหารจำนวนเล็กน้อยได้มาถึงไซ่ง่อนแล้ว  ไปยึดตึก ที่ทำการของรัฐบาลรื้อฟื้นอำนาจของฝรั่งใหม่
                หลังสิ้นสุดสงครามโลก ฝรั่งเศสผู้เจ้าอาณานิคมเดิมได้หาทางกลับไปมีอิทธิพลเหนือเวียดนาม  โดยมีอังกฤษให้ความช่วยเหลือ  ขบวนการเวียดมินห์ได้พยายามต่อสู้เพื่อขับไล่ฝรั่งเศสอยู่  9  ปี  แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ ฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองต่าง ๆ ไว้ได้
                โฮจิมินห์เริ่มเล็งเห็นถึงความเสียเปรียบที่พยายามจะเอาชนะฝรั่งเศสซึ่งกระทำได้โดยการรวบรวมชาวเวียดนามที่มีหัวชาตินิยมไปเป็นพวก และเพื่อเป็นการปกปิดการหนุนหลังคอมมิวนิสต์พร้อมแสดงให้ประชนชนเห็นว่าเป็น ขบวนการผู้รักชาติ  โดยสั่งยุบพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเปิดเผย และจัดตั้งแนวร่วมแห่งชาติ  ขึ้นแทน ส่วนพรรคคอมมิวนิสต์นั้นได้กลายเป็นองค์กรใต้ดิน  ดำเนินการอย่างลับ ๆ ต่อมาเป็นเวลานาน ๆ
                ภาคเหนือของเวียดนาม  เป็นที่มั่นของขบวนการเวียดมินห์แต่มีกองทัพจีนคณะชาติอยู่  ฝรั่งเศสอยากให้จีนคณะชาติถอนตัวไปเพื่อจะได้ปราบพวกเวียดมินห์  และยึดภาคเหนือคืนได้สะดวกขึ้น ดังนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ 1946  ฝรั่งเศสจึงได้ตกลงกับเจียงไคเซ็ก ยอมยกเลิกสิทธิพิเศษในจีนเพื่อแลกกับการถอนทหารจีนออกไปจากภาคเหนือของเวียดนาม  โฮจิมินห์พอเข้าใจถึงผลจากข้อตกลงนี้  ดังนั้นเพื่อไม่ให้ต้องปะทะกับฝรั่งเศสและจึงยอมให้ฝรั่งเศสยึดที่มั่นบางแห่งในภาคกลางและภาคเหนือ  เพราะขณะนี้โฮจิมินห์ยังไม่พร้อม ยังที่จะรบหรือต่อสู้กับชาติใด ๆ ทั้งสิ้น
                ฝรั่งเศสและเวียดมินห์ต่างก็พยายามจะตกลงกันโดยใช้สันติวิธีโดยโฮจิมินห์ยอมให้ฝรั่งเศสเคลื่อนกำลังเข้ายังฮานอยและไฮฟอง  ส่วนฝรั่งเศสก็ตอบแทนด้วยการรับปากว่าจะให้เวียดนามเป็นประเทศเสรี แต่ผลที่ได้รับจากการตกลงดังกล่าว  ได้กลายเป็นสาเหตุแห่งความยุ่งยากร้ายแรงในเวลาต่อมากล่าวคือ  การประชุมเจรจากันระหว่าง  2  ประเทศนั้นไม่ลงรอยกันมากขึ้นเพราะการประชุมส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับปัญหาทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไม่ได้กล่าวถึงเสรีภาพเลย  ฝรั่งเศสมุ่งที่จะยึดครองด้วยกำลังทหาร  ในช่วงเวลานี้ได้เกิดเหตุร้ายในไฮฟองหลายครั้ง  ฝรั่งเศสระดมยิงหมู่บ้านไฮฟองเสียหายมากมาย
                ผลจากการกระทำดังกล่าวทำให้เวียดมินห์เห็นว่า  การตกลงโดยสันติวิธีกับฝรั่งเศสคงไม่เป็นผลดังนั้นจึงได้สั่งเคลื่อนกำลังพลโจมตีกองทหารฝรั่งเศสทั่วประเทศทันทีในวันที่  9  ธันวาคม  1946
                หลังจากที่จีนคอมมิวนิสต์ได้ขับไล่จีนคณะชาติไปยังเกาะไต้หวันแล้วก็เข้ามาช่วยขบวนการเวียดมินห์เพื่อขับไล่ฝรั่งเศส  ต่อมาเมื่อเวียดมินต์ยึดเดียนเบียนฟูได้  ฝรั่งเศสกับเวียดนามก็ได้ทำสัญญาสงบศึกที่กรุงเจนิวา  เมื่อปี 1954  เรียกสัญญาที่ทำกันในเวลานั้นว่า  อนุสัญญาเจนีวามีสาระสำคัญคือแบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน  คือเวียดนามส่วนเหนือและเวียดนามส่วนใต้  โดยใช้เส้นรุ้งที่  17 เหนือ  ซึ่งผ่านเมืองกวางตรี  ตามแนวแม่น้ำเบนไฮ เป็นเส้นแบ่งเขตแดน และให้เวียดนามเหนือ เวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา  ซึ่งเคยรวมเป็นอินโดจีนของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1925  แยกออกเป็นรัฐอิสระ  พื้นจากการปกครองของฝรั่งเศส  พื้นที่บริเวณเส้นรุ้ง  17  องศาเหนือ มีเขตแดนปลอดทหารด้านละไม่เกิน  5  กิโลเมตร  ในการนี้สหรัฐฯและเวียดนามใต้ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย

 เหตุการณ์ในเวียดนามก่อนเกิดสงคราม                                                       

                ตามอนุสัญญาเจนีวา  ค.ศ. 1954  ที่ประชุมใหญ่ระหว่างชาติมีสหรัฐฯ  อังกฤษ  สหภาพโซเวียต  เวียดนาม  ลาว  และกัมพูชา  มีสาระสำคัญอยู่  5  ประการ  ที่สำคัญ  ประการหนึ่ง  คือ  เมื่อครบกำหนด  2  ปี  นับตั้งแต่ทำสัญญาสงบศึก  ทั้งสองฝ่ายจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในเวียดนาม  การเลือกตั้งให้อยู่ในความควบคุมของคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศ  และประชาชนทั้งสองฝ่ายต้องมิสิทธิ์ที่จะเลือกถิ่นที่อยู่โดยเสรี แต่ปรากฏไม่ได้ว่ามีการปฏิบัติตามข้อตกลง  ไม่มีการเลือกตั้ง  เวียดนามจึงแบ่งออกเวียดนามใต้และเวียดนามเหนือโดยปริยาย 
                ในปี 1985  เวียดนามเหนือหรือเวียดมินห์  ได้เริ่มทำสงครามกองโจรกับเวียดนามใต้  โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ  เยาวชน เวียดมินห์จะเกลี้ยกล่อมเด็กอายุระหว่าง  15-16  ปี  เข้าสมัครพรรคพวกฝึกอาวุธให้  แล้วเข้าแทรกซึมในหมู่บ้านจนประสบผลสำเร็จ สามารถขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง  ต่อมาในปี  1959  เวียดมินห์เริ่มทำการรุกรานเวียดนามใต้ด้วยอาวุธ และกำลังทหาร และในปี 1960  โฮจิมินห์ได้จัดตั้งกองกำลังเวียดกง  แนวร่วมรักชาติเพื่อปลอดปล่อยเวียดนามใต้  โดยได้ดำเนินการปลูกฝังแนวความคิด  โฆษณาชวนเชื่อ  ขู่เข็ญ  คุกคาม  และจูงใจในทุกวิถีทาง  โดยผ่านองค์การบังหน้าต่าง ๆ
                ในปี 1961  เวียดนามเหนือได้ทำการรุกรานเวียดนามใต้อย่างรุนแรง  จนรัฐบาลเวียดนามใต้ต้องขอความช่วยเหลือจากมิตรประเทศฝ่ายโลกเสรี  ในปี  1965  เวียดนามเหนือได้ขยายกองกำลังเวียดกงขึ้นไปถึงระดับกองทัพ  เริ่มเปิดฉากการรุกหนักหลายด้าน จนสามารถยึดพื้นที่ส่วนหนึ่งของภาคกลางของเวียดนามใต้ได้เป็นจำนวนมาก  และได้โจมตีเรือรบของสหรัฐฯ  ทำให้ประธานาธิบดี จอห์นสัน  ของสหรัฐฯ  ได้ตัดสินใจทำสงครามแบบขยายขอบเขต  ( Escalation)  เข้าไปในเวียดนามเหนือ  สงครามโดยเปิดเผยระหว่างสหรัฐฯและเวียดนามเหนือ  จึงเริ่มต้นตั้งแต่กุมภาพันธ์  1965  เป็นต้นมา




             เด็กชาวเวียดนาม 2 คนจ้องทหารอเมริกันที่กำลังถืออาวุธ เอ็ม 79 โดยมีแม่ของพวกเขากอดลูกๆเอาไว้ ป้องกันการโจมตีขากบรรดาทหารเวียดกงที่เปิดฉากยิงในพื้นที่เบาไทร
  



แววตาของชาวบ้านบ่งบอกได้เป็นอย่างดีถึงความทุกข์เศร้า เด็กและผู้หญิงต้องหลบอยู่ในคลองโคลน ระหว่างการต่อสู้กันอย่างรุนแรงกับกองกำลังเวียดกง


ทำไมสงครามเวียดนามจึงกลายเป็นสงครามตัวแทน

                หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงปี  1945 โลกได้ถูกแบ่งออกเป็น  2  ค่าย  คือ  ค่อยคอมมิวนิสต์  มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ  และค่ายเสรีประชาธิปไตยมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์  มีนโยบายอย่างรุกราน  และต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศต่าง ๆ ในโลกแบบให้เป็นแบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์  สหรัฐฯ จึงได้เสนอแผนการมาร์แชล  ( Marshall Plan ) เพื่อบูรณะฟื้นฟูประเทศในยุโรปตะวันตกจากวิกฤตทางเศรษฐกิจและตั้งองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ  ( NATO )  สำหรับช่วยเหลือในทางทหาร
                ในเอเชียฝ่ายคอมมิวนิสต์ขยายอิทธิพลด้วยการส่งจารชน  และผู้ก่อการร้ายเข้าไปบ่อนทำลายบรรดาประเทศทวีปเอเชีย เช่น  อินโดนีเซีย  เกาหลี  ศรีลังกา  พม่า  กัมพูชา  ลาว  และไทย  เพื่อเผยแพร่ลัทธิ  และเข้ายึดครองประเทศเหล่านั้นตามอุดมการณ์ของคอมมิวนิสต์
                สหรัฐฯ ตระหนักดีว่า  หากอินโดจีนแพ้สงคราม  และตกเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว  จะนำไปสู่การสูญเสียเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดตามทฤษฏีโดมิโน  ( Domino Theory )  จึงได้ทุ่มเทความช่วยเหลือให้แก่เวียดนามใต้  สหรัฐฯจึงเป็นผู้นำในการต่อต้านเวียดนามเหนือ  นับตั้งแต่ฝรั่งเศสต่อสู้กับเวียดนามเหนือพ่ายแพ้
                ปี  1965  เวียดนามใต้ตกอยู่ในจุดล่อแหลมที่สุด  สหรัฐ ฯ  จึงตกลงใจส่งกำลังทหารเข้าไปปฏิบัติการในเวียดนามใต้พร้อมกับกำลังของฝ่ายโลกเสรีอีก  6  ประเทศ  คือ  ออสเตรเลีย   นิวซีแลนด์  สเปน  ฟิลิปปินส์  สาธารณรัฐจีน  (ไต้หวัน)  และไทย  การจัดรูปแบบของการรบเป็นในแบบสงครามความจำกัด  มุ่งให้เป็นการรบของ  เวียดนามทั้งสองฝ่ายเท่านั้น


 

 อเมริกา เข้าร่วมในสงครามครั้งนี้ อย่างเต็มตัว


และนับตั้งแต่ปี  1954  เป็นต้นมาเช่นกัน  สหภาพโซเวียต  และสาธารณะรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศฝ่ายโลกคอมมิวนิสต์ก็ได้ให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาอุตสาหกรรมของ  เวียดนามเหนือมาโดยตลอด  หลังปี  1965  เวียดนามเหนือได้ส่งคณะผู้แทนไปติดต่อประเทศฝ่ายคอมมิวนิสต์กว้างขวางยิ่งขึ้น  ระหว่างปี  ค.ศ.  1968 – 1970  ได้มีประเทศที่ให้ความช่วยเหลือได้แก่  โปแลนด์ เยอรมันนีตะวันออก  โรมาเนีย  เซคโกสโลวาเกีย  บัลกาเรีย  แอลเบเนีย  แมนจูเรีย  มองโกเลีย  และเกาหลีเหนือ 


  สหรัฐ ฯ  เริ่มส่งที่ปรึกษาทางทหารและส่งอาวุธยุทโธปกรณ์  เพื่อพัฒนากองทัพให้กับเวียดนามใต้  ตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีไอเซนฮาวเออร์และประธานาธิบดีจอห์น  เอฟ. เคนเนดี  ต่อมาเมื่อเคเนดีเสียชีวิตจากการลอบสังหารที่ดัลลัส  เท็กซัส  รองประธานาธิบดี จอห์นสันได้รับตำแหน่งผู้นำสหรัฐ ฯ  แทน  ได้ส่งกำลังพลนับแสนคนพร้อมอาวุธที่มีประสิทธิภาพสูง  เข้ามาสกัดกั้นการคุกคามของคอมมิวนิสต์ ในเวียดนาม  ทำให้สงครามเวียดนามขยายตัวและรุนแรงมากขึ้น  นับแต่   ค.ศ.  1965  เป็นต้นมา 
             ฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือมีกองทัพเวียดมินห์  สำหรับการรบเต็มรูปแบบและมีขบวนการเวียดกง  เป็นประชาชนทั่วไปที่นิยมคอมมิวนิสต์หรือถูกบังคับให้เป็นคอมมิวนิสต์คอยปฏิบัติการแทรกซึมและบ่อนทำลายอยู่ทั่วไปในเวียดนามใต้  ทำให้ยากต่อการปราบปรามและทำให้สื่อต่าง ๆ  เสนอภาพเสมือนทหารสหรัฐ ฯ  รังแกประชาชนเวียดนามที่อ่อนแอกว่า

 
                                                          ป้ายด้านหน้าฐานทัพอากาศสหรัฐที่โคราช

                                                       

                                                          เครื่องบินรบของสหรัฐฯที่โคราชระหว่างสงคราม
    ในด้านสงคราม  เวียดนามเหนือกำหนดแผนการเข้ายึดเวียดนามใต้  เพื่อรวมเป็นประเทศเดียวกัน  โดยแบ่งการดำเนินการเป็น  3  ขั้นตอน  คือ 
              1.  เสริมสร้างความมั่นคงให้แก่เวียดนามเหนือ 
              2.  ปลดแอกเวียดนามใต้ 
              3.  รวมเวียดนามทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน

            ในปี  1971  เวียดนามเหนือประสบความสำเร็จในการจัดตั้งโครงสร้างทางการเมืองภายใน  (Infrastructure)  ในเวียดนามใต้อย่างต่อเนื่อง 
            ในปลายปี  1971  เวียดนามใต้พัฒนาระบบการส่งกำลังบำรุงทั้งในลาวใต้  และกัมพูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นทางโฮจิมินห์  เพิ่มความรุนแรงในการปฏิบัติการทางทหารจากระดับเดิมมากยิ่งขึ้นโดยการส่งกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์  แทรกซึมเข้าไปในเวียดนามใต้  รวมทั้ง เคลื่อนย้ายกำลังหลักจากเวียดนามเหนือมายังเวียดนามใต้  แล้วเริ่มทำการรุกใหญ่  ตั้งแต่วันที่  10  มีนาคม  1972 เป็นต้นมา 

 เวียดนามเหนือได้ปฏิบัติการรุกเข้าไปในเวียดนามใต้  เพื่อผลทางการเมือง  2  ครั้ง  ครั้งที่  1  ระหว่างปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม  1971  เป็นระยะที่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรและประธานาธิบดีในเวียดนามใต้  ครั้งที่  2  ระหว่างปลายเดือนมีนาคม – พฤษภาคม  1972  เวียดนามเหนือได้เปิดฉากการรุกใหญ่ในเวียดนามใต้  จากเขตปลอดทหารลงไปจนถึงแหลมคาเมา  มีการปฏิบัติด้วยความรุนแรงที่บริเวณชายฝั่งทะเลตอนกลางของเวียดนามใต้  รวมทั้งภาคตะวันออก  และภาคตะวันตกที่มีราษฎรอาศัยอยู่หนาแน่น  พื้นที่ปฏิบัติการของกำลังรบหลักเวียดนามเหนือได้แก่พื้นที่ตั้งเขตปลอดทหาร  (เส้นขนานที่  17 )  ลงมายังที่ราบสูงด้านตะวันตกของเวียดนามใต้  และพื้นที่ติดชายแดนลาวเหนือ  จังหวัดไทนินห์  และทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงไซ่ง่อน 

                การที่เวียดนามเหนือรุกใหญ่ครั้งนี้  เนื่องจากสหภาพโซเวียตให้การสนับสนุนอาวุธหนัก  เช่น  ปืนใหญ่  รถถัง  และปืนต่อสู้อากาศยานเป็นจำนวนมาก  กองทัพเวียดนามใต้สามารถต้านทานไว้ได้อย่างเหนียวแน่น  ฝ่ายเวียดนามเหนือยังไม่สามารถยึดจังหวัดกวางตรีได้  รถถัง  50  คัน  ถูกทำลายเกือบหมด  กองทัพอากาศสหรัฐ ฯ   ได้ส่งฝูงบินทิ้งระเบิดแบบ  B – 52   ไปทิ้งระเบิดข้าศึกบริเวณจังหวัดเกียวลิน  นับเป็นการเริ่มต้นการทิ้งระเบิดโจมตีเวียดนามเหนือครั้งใหม่  หลังจากได้หยุดชะงักมาตั้งแต่วันที่  11  ตุลาคม  1968 



                                                                                              ภาพนี้เป็น B-52 ระหว่างสงคราม

                                                              ภาพแสดงให้เห็นการทิ้งระเบิดของ B-52

  เวียดนามเหนือได้หันไปเปิดการรุกทางภาคใต้ของเวียดนามใต้  โดยส่งกำลังประมาณ  10,000  คน  พร้อมรถถังเป็นจำนวนมาก  จากฐานที่ตั้งในกัมพูชาบุกเข้าเวียดนามใต้  มุ่งเข้ายึดจังหวัดล็อคนิน  และอันล็อค  เพื่อบุกเข้าไปยึดกรุงไซ่ง่อน  และพวกเวียดกงในที่ราบลุ่ม  บริเวณปากแม่น้ำโขง  ก็เริ่มเปิดฉากรุกเข้าสู่กรุงไซ่ง่อน  

           ฝูงชนซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนามใต้พยายามหนีไปกับเฮลิคอปเตอร์ในสถานทูตอเมริกาขณะที่กรุงไซง่อนกำลังโดนเวียดนามเหนือเข้ายึด


 ฝ่ายสหรัฐ ฯ  นั้นในช่วงแรกของสงคราม  เวียดนามเหนือได้ใช้ยุทธวิธียกกำลังทำสงครามเต็มรูปแบบกับกองทัพสหรัฐฯ  โดยบุกเข้ามาใต้เส้นขนานที่  17  และสังหารประชาชนอย่างโหดเหี้ยม  แม้จะไม่ได้ชัยชนะแต่ก็ทำให้ชาวเวียดนามใต้เกิดความเกรงกลัวอำนาจของคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนืออย่างมาก  จึงมักยอมเข้ากับ  เวียดนามในฐานะกองกำลังเวียดกง  ปฏิบัติการแทรกซึม บ่อนทำลายในเวียดนามใต้    
                                    แผนที่แสดงการแบ่งเขตเวียดนามเหนือ-ใต้ ณ เส้นขนานที่ 17


  สหรัฐ ฯ  และพันธมิตรในองค์การ  SEATO  ได้ระดมความร่วมมือทางทหารเข้าไปรบในเวียดนามแต่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก  เพราะส่วนใหญ่เวียดนามเหนือและเวียดกงรบแบบกองโจร  ลอบวางระเบิดและซุ่มโจมตี  ทำให้ทหารเวียดนามใต้และทหารนาวิกโยธินสหรัฐ ฯ เสียชีวิตจำนวนมาก  จึงใช้การปราบปรามอย่างรุนแรง  เช่น  ยิงทิ้งผู้ที่คาดว่าเป็นเวียดกง  การเผาทำลาย  ลายหมู่บ้าน  ตลอดจนการทิ้งระเบิดปูพรมตามจุดยุทธศาสตร์ต่าง ๆ  เช่น  เมืองท่าและชายแดนเวียดนาม – กัมพูชา  เพื่อตัดเส้นทางการลำเลียงทหารและอาวุธจากเวียดนามเหนือสู่เวียดนามใต้ผ่านทางกัมพูชา  ทำให้เกิดความสูญเสีย  เสียต่อพลเรือนจำนวนมหาศาล  ส่งผลให้ทั่วโลกประณามการกระทำของสหรัฐ ฯ                           CIA ของสหรัฐฯยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติเปลี่ยนผู้นำรัฐบาลเวียดนามใต้บ่อยครั้ง  แต่ในที่สุดก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการคอรัปชั่นในรัฐบาลที่ตั้งขึ้นได้ ทำให้งบประมาณที่สหรัฐฯให้ปรับปรุงกองทัพหรือพัฒนาชนบทกลับตกไปอยู่ในมือของข้าราชการระดับสูงและนายทหารของเวียดนามใต้ 
                การรบในเวียดนามซึ่งทำให้สหรัฐ ฯ สูญเสียทหารจำนวนมากเพราะไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศและมีความกดดันจากการเผชิญกับเวียดกงที่รบในประเทศตนเอง  ยากต่อการเอาชนะ 
การเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีส 
                การเจรจาเพื่อยุติสงครามในเวียดนาม  ระหว่างสหรัฐ ฯ  และเวียดนามใต้ฝ่ายหนึ่ง กับเวียดนามเหนือและเวียดกงอีกฝ่ายหนึ่ง เริ่มการเจรจามาตั้งแต่เดือนตุลาคม  1968  จนถึงเดือนมกราคม  1972  ปรากฏว่าที่ประชุมไม่สามารถตกลงปัญหากันได้  ฝ่ายเวียดนามเหนือและเวียดกงได้ยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมครั้งหลังสุด  เมื่อ  1  กรกฎาคม  1971 สรุปได้ดังนี้ 
                1.  สหรัฐ ฯ  ต้องกำหนดเวลาถอนทหาร  และทหารชาติพันธมิตรฝ่ายโลกเสรีออกจากเวียดนามใต้โดยเร็วที่สุด  และต้องส่งคืนเชลยศึกเวียดนามเหนือและเวียดกงด้วย 
               2.  ยุติการสนับสนุนรัฐบาลของประธานาธิบดีเหงียนวันเทียวของเวียดนามใต้  และรีบจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น
               3.  การแก้ไขปัญหาการขัดแย้งระหว่างกำลังทหารเวียดนามใต้ กับเวียดกง เป็นเรื่องระหว่างชาวเวียดนามด้วยกันเอง
               4.  จัดให้มีการรวมประเทศเวียดนามเป็นขั้นตอนตามลำดับ
                5.  เวียดนามใต้ต้องดำเนินนโยบายเป็นกลาง
                6.  สหรัฐฯ ต้องชดใช้ค่าเสียหายจากสงครามให้กับเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้
                7.  ข้อตกลงต่าง ๆ ที่ลงนามร่วมกันนั้น จะต้องมีองค์การระหว่างประเทศให้การรับรองด้วย
ข้อเสนอดังกล่าวนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ และเวียดนามใต้ไม่ยอมรับ  โดยเฉพาะข้อ 1 และข้อ 2 ทำให้การเจรจาหยุดชะงัก ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ได้ส่งนายคิสซิงเจอร์ ที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดี เดินทางไปเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับฝ่ายเวียดนามเหนือที่กรุงปารีสถึง 10 ครั้ง  ในที่สุดฝ่ายสหรัฐฯและเวียดนามใต้ได้ยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมรวม 8 ข้อ มีลักษณะโอนอ่อนให้แก่เวียดนามเหนือเป็นอันมาก เพื่อแสดงว่าสหรัฐฯนั้นมีความตั้งใจที่จะยุติสงครามเวียดนาม  แต่ฝ่ายเวียดนามเหนือไม่ยอมตกลงใด ๆ ด้วย สหรัฐฯ จึงตกลงใจเปิดเผยการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการให้ชาวโลกได้ทราบข้อเท็จจริง ทำให้เวียดนามเหนือและเวียดกง แสดงความโกรธแค้นสหรัฐฯมาก และได้ปฏิเสธข้อเสนอของสหรัฐฯอย่างเป็นทางการในการประชุม  ครั้งที่ 143 เมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 1972  พร้อมกับยื่นข้อเสนอใหม่ 8 ข้อ มีสาระสำคัญว่าให้สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรฝ่ายโลกเสรีถอนกำลังทั้งหมดออกจากเวียดนามใต้โดยไม่มีเงื่อนไขกับให้ยกเลิกโครงการช่วยเหลือตนเองในการป้องกันทางทหารของเวียดนามใต้
             ประเทศฝ่ายโลกเสรีทั่วไป โดยเฉพาะชาวอเมริกันมีความเห็นว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ เหมาะสม
และยุติธรรมดีแล้ว แสดงถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะยุติสงครามเวียดนาม ชมเชยรัฐบาลเวียดนามใต้ว่าใจกว้างและกล้าหาญพอที่จะแข่งขันกับฝ่ายเวียดนามเหนือด้วยวิถีทางการเมืองอย่างยุติธรรมและได้ประณามเวียดนามเหนือว่าปราศจากความบริสุทธิ์ใจที่จะยุติสงคราม   ส่วนประเทศผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ต่างก็แสดงการสนับสนุนเวียดนามเหนือและเวียดกง
                             ต่อมาในปลายเดือนมีนาคม  นางเหงียนทิบินห์  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนามเหนือและหัวหน้าคณะผู้แทนเวียดกง ได้เดินทางไปร่วมเจรจาที่กรุงปารีสอีกครั้ง โดยยืนกรานให้สหรัฐฯ ถอนทหารทั้งหมดออกจากเวียดนามใต้  และให้ประธานาธิบดีเหงียนวันเทียว ลาออกจากตำแหน่ง และยุบรัฐบาลก่อน ฝ่ายเวียดนามเหนือและเวียดกงจึงจะยอมเจรจาด้วย นอกจากนี้สหรัฐฯต้องปฏิบัติตามข้อเสนอของฝ่ายเวียดนามเหนือและเวียดกง จึงจะมีการเจรจาสงบศึกกันต่อไป  เมื่อเป็นดังนี้ประธานาธิบดีนิกสันจึงสั่งให้ยุติการประชุม
สถานการณ์ในเวียดนามใต้หลังการถอนกำลังฝ่ายโลกเสรี
                สหรัฐฯได้ถอนกำลังในเวียดนามใต้เป็นจำนวน 450,000 คน แต่เวียดนามเหนือและเวียดกง ก็มิได้ปฏิบัติการอันใดที่จะช่วยให้เกิดสันติภาพ แต่กลับฉวยโอกาสทำการรุกรบทันทีเมื่อได้โอกาส ดังนั้นการเจรจาสงบศึกที่กรุงปารีสตลอดเวลา 3 ปีครึ่ง จำนวน 146 ครั้ง จึงไม่มีผลคืบหน้าเท่าที่ควร จนในที่สุดสหรัฐฯ ก็ถอนตัวออกจากการประชุม



                        ชาวเวียดนามถูกเป็นเป้าโจมตีจากแรงระเบิดบนถนนแห่งหนึ่งนอกสถานทูตสหรัฐ เมืองไซ่ง่อน

  จากการประชุมใหญ่ครั้งที่ 2  ของเวียดนามเหนือในเดือน เมษายน 1972 จนทำให้สหรัฐฯ ต้องตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศ ตามเส้นทางส่งกำลัของฝ่ายเวียดนามเหนือ ตั้งแต่เมืองท่าไฮฟอง  กรุงฮานอย และเส้นทางรถไฟสายจีน – เวียดนาม เป็นผลให้เวียดนามเหนือต้องชะลอการบุกของตนลงเนื่องจากประสบปัญหาด้านการส่งกำลัง เมื่อตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เวียดนามเหนือ  จึงหันไปใช้ที่ประชุมเจรจาตกลงสงบศึกอีกครั้ง สหรัฐฯ ยอมกลับเข้าร่วมเจรจาด้วยเมื่อ 29  เมษายน  1972  และในวันเดียวกันนี้ ประธานาธิบดี นิกสันได้ออกแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ  จะถอนทหารจำนวน 20,000 คน ออกจากเวียดนามใต้  และในวันที่ 1 กรกฎาคม  1972 กำลังทหารภาคพื้นดินของสหรัฐฯ  จะเหลืออยู่ในเวียดนามได้เพียง 49,000 คนเท่านั้น






          เฮลิคอปเตอร์ขณะทะยานขึ้นจากพื้นดิน หลังส่งบรรดาทหารราบของสหรัฐฯเข้าร่วมในปฏิบัติการค้นหาและทำลาย (Search and Destrory)


เมื่อเวียดนามเหนือเปิดการเจรจาที่กรุงปารีสได้ กลับดำเนินการรุกรบเวียดนามใต้โดยใช้กำลังทหาร 40,000 คนเข้าตีเมืองกวางตรี โดยใช้กองพล รถถังเป็นขบวนนำเข้าตีและยึดเมืองดองฮาได้ แล้วเคลื่อนกำลังไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้  เพื่อเข้ายึดเมืองเว้ต่อไป พร้อมกับการเข้าตีเมืองกวางตรี เวียดนามเหนือได้ส่งกำลังทหาร 20,000 คน รุกจากชายแดนลาวเข้าสู่ที่ราบสูงภาคกลางของเวียดนามใต้ เพื่อตีเมืองคอนทูมเป็นการตัดการติดต่อระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้ของเวียดนามใต้  เวียดนามเหนือยึดเมืองกวางตรีได้เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม  1972  แล้วเคลื่อนกำลังเข้าคุกคามเมืองเว้
                สหรัฐฯ  ตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดด้วยการส่งกำลังโจมตีทั้งทางทะเลและทางอากาศ โดยกองทัพเรือที่ 7 ส่งเรือรบ 8 ลำ มีทั้งเรือพิฆาต เรือลาดตระเวน และเรือบรรทุกเครื่องบิน  เข้าปิดล้อมชายฝั่งเวียดนามเหนือ และวางทุ่นระเบิดตลอดแนวอ่าวตังเกี๋ย ส่วนทางอากาศได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52 ประมาณ 500 เครื่อง ทั้งจากฐานทัพอากาศ และเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีเมืองกวางตรี เพื่อทำลายและขับไล่ทหารเวียดนามเหนือที่ยึดครองอยู่ พร้อมกับโจมตีทิ้งระเบิดท่าเรือ คลังน้ำมัน และคลังยุทธ สัมภาระบริเวณเมืองไฮฟอง และกรุงฮานอยซึ่งเป็นฐานส่งกำลังบำรุงที่สำคัญ ยิ่งของเวียดนามเหนือ กับทิ้งระเบิดเส้นทางรถไฟสายจีน – เวียดนามเป็นครั้งที่  2
                เวียดนามเหนือได้ประกาศตั้งรัฐบาลเวียดกงขึ้นในเมืองกวางตรีในปลายเดือนพฤษภาคม  อีกครั้งได้พยายามเข้าตีเมืองเว้หลายครั้ง ทำให้พระราชวัง โบราณสถาน ศาสนสถานในพุทธศาสนาและคริสต์ศาสนา และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์  ซึ่งเคยเสียหายอย่างหนักมาแล้วจากการรุกใหญ่ของเวียดนามเหนือ ระหว่างเทศการตรุษญวน ค.ศ.1972 ถูกทำลายลงหมดสิ้น
                ตอนปลายเดือนพฤษภาคม 1972 เวียดนามเหนือได้พยายามเข้ายึดเมืองคอนทูม สหรัฐฯ ได้ใช้จรวจนำวิถีทำลายรถถังของเวียดนามเหนือจนหมดสิ้น  และทิ้งระเบิดกำลังเวียดนามเหนือที่ตั้งล้อมเมืองอยู่สหรัฐฯใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทำลายที่มั่นทางทหาร ในเขตเวียดนามเหนือทุกวัน  เฉลี่ยวันละ 250 เที่ยวบิน
                ในระหว่างห้วงเวลา 31 กรกฎาคม 1972 – 25 ตุลาคม 1972 ได้มีการเจรจาลับระหว่าง 2 ฝ่ายหลายครั้ง และได้แถลงข่าวเมื่อ 25 ตุลาคม 1972 ที่กรุงวอชิงตันว่า การเจรจายุติสงครามเวียดนามใต้บรรลุถึงจุดหมายที่จะได้มีการลงนามระหว่างกันแล้ว และสันติภาพอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่แล้วก็ไม่เป็นผลเวียดนามเหนือเรียกร้องมากเกินไป จนสหรัฐฯ และเวียดนามใต้ไม่สามารถปฏิบัติได้ การเจรจาจึงล้มเหลว สหรัฐฯจึงทิ้งระเบิดเวียดนามเหนือในบริเวณเหนือเส้นขนาดที่ 20 ขึ้นไป กับวางทุ่นระเบิดปิดอ่าวเมืองท่าไฮฟองเพิ่มขึ้น กระทั่ง 21 ธันวาคม 1972 สหรัฐฯ จึงเปลี่ยนนโยบายเป็นยื่นคำขาดให้เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ยุติการสู้รบกันโดยให้เวียดนามเหนือยอมรับเงื่อนไขตกลงสงบศึก มิฉะนั้นจะทิ้งระเบิดรุนแรงขึ้นกว่าเดิม และให้เวียดนามใต้ยอมเข้าร่วมเจรจรตกลงสงบศึกด้วย มิฉะนั้นสหรัฐฯ จะยุติการช่วยเหลือทั้งหมด แต่เวียดนามเหนือไม่ปฏิบัติตาม สหรัฐฯ จึงดำเนินการทิ้งระเบิดกรุงฮานอย เมืองไฮฟอง และเมืองสำคัญอื่นๆ อย่างรุนแรง เครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52 ประมาณ 500 เครื่อง ได้ทำการทิ้งระเบิดเวียดนามเหนือทั้งวันทั้งคืน  เวียดนามเหนือสามารถทำลายเครื่องบินสหรัฐฯได้ถึง 16 เครื่องในที่สุดก็ขอเปิดการเจรจาสันติภาพที่กรุงปารีสอีกครั้ง เมื่อ 8 มกราคม 1972 ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็สามารถลงนามในความตกลง จะสงบศึกอย่างเป็นทางการ เมื่อ 27 มกราคม 1973 มีผลบังคับตั้งแต่ เวลา 09.00 น. ของวันที่ 28 มกราคม 1973 มีสาระสำคัญดังนี้
          1.ให้มีการหยุดยิงทุกแห่งในเวียดนามใต้
          2. ให้ส่งคืนเชลยศึกชาวอเมริกันทั้งหมดภายใน 60 วัน หลังจากลงนาม
          3. สหรัฐฯ จะถอนกำลังทหารที่เหลือในเวียดนามใต้ 24,000 คน ภายใน 60 วัน
          4. สหรัฐฯ ให้คำรับรองว่าประชาชนเวียดนามใต้มีสิทธิที่จะกำหนดอนาคตของตนเอง โดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก                                                                                      
ที่มา https://sites.google.com/site/pronnapaaey/neux-bth-reiyn/bthkhwammimichux

สาเหตุของสงครามเก้าทัพ

ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ อันเป็นปีสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ของชาวสยาม ก็เป็นเวลาเดียวกัน ที่ "พระเจ้าโบดอพญา หรือพระเจ้าปดุง (Bodawpaya)" ได้ปราบดาภิเษกขึ้นครองแผ่นดินกรุงรัตนอังวะ พระเจ้าปดุงเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ ๖ แห่งราชวงศ์คองบอง ราชวงศ์แห่งสุดท้ายของพม่า ทรงเป็นพระโอรสลำดับที่ ๕ ใน ๖ พระองค์ของพระเจ้าอลองพญา พระองค์มีพระนามเมื่อครองราชย์ว่า "ปโดงเมง" หมายถึง "พระราชาจากเมืองปโดง" แต่มีพระนามที่เป็นที่เรียกขานในพม่าภายหลังว่า "โบดอพญา" (Bodopaya) อันมีความหมายว่า "เสด็จปู่ "  เมื่อเริ่มรัชกาล พระองค์ก็โปรดให้ย้ายพระราชวังและสร้างเมืองหลวงใหม่ที่อมรปุระ (Amarapura) ทางเหนือประมาณกว่า ๑๐ กิโลเมตรเหนือกรุงอังวะเดิม ตามคำแนะนำของโหรหลวงที่ถูกกวาดต้อนมาจากเมืองมณีปุระ และทรงสั่งให้ทุบทำลายบ้านเรือน เปลี่ยนเส้นทางเดินของแม่น้ำให้ไหลเข้ามาท่วมเมืองอังวะเดิม และให้นำไม้สักของพระราชวังกรุงอังวะจำนวน ๑,๒๐๘ ต้น มาสร้างเป็นสะพานอูเป็ง (U Bein Bridge) จนปัจจุบันกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เป็นสะพานไม้สักที่ยาวที่สุดในโลก ทอดข้ามทะเลสาบตองตะมานมุ่งตรงไปสู่เจดีย์เจ๊าดอจี ที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ ที่มีชื่อสะพานว่า อูเป็ง นั้น มาจากชื่อของขุนนางผู้เป็นแม่กองคุมการก่อสร้างสะพาน พระเจ้าปดุง ได้เริ่มทำสงครามประกาศพระราชอำนาจใหม่ โดยการเอาชนะอาณาจักรยะไข่หรืออารากัน (Arakan) ซึ่งเป็นดินแดนทางตะวันตกของพม่า ที่พม่าไม่เคยครอบครองได้มาก่อนได้สำเร็จ ได้อัญเชิญพระมหามัยมุนีหรือพระเมี้ยตมุนี อันเป็นพระพุทธรูปประจำชาติของพม่าในปัจจุบันจากยะไข่มาประดิษฐานไว้ที่นครมัณฑะเลย์ รวมทั้งนำรูปสำริดศิลปะเขมรที่อยุธยาปล้นมาจากเมืองพระนครหลวงของเขมร แล้วพระเจ้าบุเรงนองนำไปจากกรุงศรีอยุธยา ยะไข่ปล้นชิงไปจากหงสาวดีหลังสมัยพระเจ้านันทบุเรงอีกที และหลังจากได้ไปท่องเที่ยวมาหลายอาณาจักร ในที่สุดรูปสำริดเขมรก็กลับมาอยู่ที่ลุ่มน้ำอิระวดีอีกครั้ง ((สงสัยว่ารูปสำริดมี"อิทธิฤทธิ์" อะไรดีนักหนาจึงไม่ถูกหลอมทิ้ง ขนไปขนมากันอยู่ได้)

เมื่อเอาชนะอาณาจักรที่ไม่เคยพ่ายอย่างอารากัน เป็นพลังครั้งสำคัญที่พาให้พระองค์เกิดความฮึกเหิมได้ใจ ไร้สามัญสำนึกที่จะประมาณศักยภาพของไพร่พลกำลังรบที่แท้จริง พระองค์ถึงกับทรงประกาศว่า "เราจะทำสงครามเพื่อพิชิตโมกุล (อินเดีย) จีน และโยดะยาให้ได้ "   ลุถึงปี พ.ศ. ๒๓๒๗ พระเจ้าปดุง สั่งเกณฑ์กองทัพจำนวนกว่า ๑๒๐,๐๐๐ คน ซึ่งนับเป็นไพร่พลที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์การยุทธของพม่าและสยาม จัดเป็น ๙ ทัพ แยกเป็น ๕ เส้นทาง หมายตีกรุงรัตนโกสินทร์ให้ย่อยยับเช่นเดียวกับอารากันและมณีปุระ

พระองค์ทรงเป็นจอมทัพ โดยตั้งฐานบัญชาการที่เมืองเมาะตะมะ เมืองท่าด้านอ่าวเบงกอล อันเป็นชุมทางทัพเข้าตีบ้านเมืองสยามในครั้งก่อน แต่เมื่อพระองค์เสด็จจากอมรปุระมายังเมืองเมาะตะมะแล้ว ก็ทรงทราบว่า ทางหัวเมืองเบงกอลไม่สามารถเตรียมเสบียงและยุทธปัจจัยในการสงครามได้ทันภารกิจ พระองค์ทรงพิโรธมากถึงขนาดขว้างหอกซัดเข้าใส่แม่ทัพใหญ่ที่รับผิดชอบในภารกิจท่ามกลางที่ประชุมพลทันที และพระองค์ก็ยังทรงละเลย นิ่งเฉย หรือจะเรียกว่าไม่ทรงสนพระทัยกับข้อด้อยทางทหาร ที่ก่อให้เกิดความไม่พร้อมของกองทัพใหญ่โดยรวม ซึ่งนั้นก็คือ
สัญญาณแห่งหายนะครั้งใหญ่ของมหากองทัพที่จะตามมาในอีกไม่ช้านี้
ที่มาhttps://sites.google.com/site/social0009/bth-thi1/hawkhx-yxy1-1

สงครามโลกครั้งที่ 2

สาเหตุ
1.ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซายส์และสัญญาสันติภาพฉบับอื่นๆ ซึ่งทำภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เยอรมันและชาติผู้แพ้สงคราม ถูกบังคับให้ลงนามในสัญญาที่ตนเสียเปรียบ
2.การเติบโตของลัทธิทางทหาร หรือระบบเผด็จการ มีผู้นำหลายประเทศสร้างความเข้มแข็งทางทหาร และสะสมอาวุธร้ายแรงต่างๆ
3.ความล้มเหลวขององค์การสันนิบาตชาติ การทำหน้าที่รักษาสันติภาพไม่ประสบผลสำเร็จ
4.ความขัดแย้งในอุดมการณ์ทางการเมือง แนวความคิดของผู้นำประเทศที่นิยมลัทธิทางทหาร ได้แก่ ฮิตเลอร์ ผู้นำลัทธินาซีของเยอรมนี และเบนนิโต มุสโสลินี ผู้นำลัทธิฟาสซีสม์ ของอิตาลี ทั้งสองต่อต้านแนวความคิดเสรีนิยม และระบบการเมืองแบบรัฐสภาของชาติยุโรป แต่ให้ความสำคัญกับพลังของลัทธิชาตินิยม ความเข้มแข็งทางทหาร และอำนาจผู้นำมากกว่า
ภาพบุคคลสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
4a55dbdc6c16615L-620x372
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
memou
เบนิโต มุสโสลินี
oo
fas
แฟรงคลิน รูสเวลท์

herry
แฮร์รี เอส ทรูแมน
เหตุการณ์ที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2
1.ญี่ปุ่นรุกรานแมนจูเรีย แล้วตั้งเป็นรัฐแมนจูกัว เพื่อเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและแหล่งทำทุนใหม่สำหรับตลาดการค้าของญี่ปุ่น
2.การเพิ่มกำลังอาวุธของเยอรมัน และฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายส์
3.กรณีพิพาทระหว่างอิตาลีกับอังกฤษ ในกรณีที่อิตาลีบุกเอธิโอเปีย
4.เยอรมันผนวกออสเตรีย ทำให้เกิดสนธิสัญญา แกนเบอร์ลิน – โรม (เยอรมัน & อิตาลี) ต่อมาประเทศญี่ปุ่น เข้ามาทำสนธิสัญญาด้วย กลายเป็นสนธิสัญญา แกนเบอร์ลิน – โรม – โตเกียว เอ็กซิส
5.สงครามกลางเมืองในสเปน
6.เยอรมันเข้ายึดครองเชคโกสโลวเกีย
7.การแบ่งกลุ่มประเทศในยุโรป
ชนวนของสงครามโลกครั้งที่ 2
เกิดจากเยอรมนีโจมตีโปแลนด์ และเรียกร้องขอดินแดนฉนวน ดานซิก คืนทำให้อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งสนับสนุนโปแลนด์ ประกาศสงครามกับเยอรมนีทันที ต่อมาเมื่อการรบขยายตัว ทำให้นานาประเทศที่เกี่ยวข้องถูกดึงเข้าร่วมสงครามเพิ่มขึ้น ( 1 กันยายน ค.ศ.1339)
kem1kam 2
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นพันธมิตรของเยอรมนี เปิดฉากสงครามโดยโจมตีอ่าวเพิร์ล ฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ในหมู่เกาะฮาวายเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ.1941 ทำให้สหรัฐอเมริกาประกาศเข้าร่วมสงครามฝ่ายเดียวกับชาติพันธมิตรอย่างเป็น ทางการ
kem3kem4
ประเทศคู่สงครามใน WW.II
แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ดังนี้
(1) กลุ่มประเทศฝ่ายพันธมิตร ชาติผู้นำที่สำคัญ ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต รวมทั้งยังมีประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ เข้าร่วมสมทบด้วยอีกจำนวนมาก
(2) กลุ่มประเทศฝ่ายอักษะ ชาติผู้นำที่สำคัญได้แก่ เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี
อาวุธที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2
zazbzczdzezfzgzhzizlzm
zo
“ค่ายเอาชวิตซ์” (Auschwitz)
ที่ใกล้เมืองเอาชวิตซิน โดยค่ายนี้สร้างขึ้นเพื่อสังหารชาวยิวด้วย การรมแก๊สพิษและเผาในเตาเผา โดยมีเหยื่อที่โดนถึง 1,200,000 จากที่ต่างๆ ทั่วยุโรป จํานวน 22 ล้านคน ไปที่ค่าย โดยขนไปทางรถยนต์ รถไฟ และเรือเดินสมุทร และปัจจุบันสภาพยังเหมือนเดิมทุกประการไม่ว่าเตารมแก๊ส เตาเผา ค่ายพัก คุก มีกลิ่นแห่งความตายติดมาด้วย
zn
ระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ที่เมืองฮิโรชิมาญี่ปุ่น วันที่ 6 สิงหาคม 1945
zp
ระเบิดนิวเคลียร์ FAT MAN ที่เมืองนางาซากิ ญี่ปุ่น วันที่ 9 สิงหาคม 1945
ตำแหน่งที่ระเบิดนิวเคลียร์ ลงที่ประเทศญี่ปุ่น สงครามโลกครั้งที่ 2
zq
ในวันที่ 10 – 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2488 ได้มีการคัดเลือกเป้าหมายที่ Los Alamos นำโดยเจ โรเบิร์ต นักฟิสิกส์ ใน “โครงการแมนฮัตทัน” ได้แนะนำ เป้าหมายสำหรับระเบิดลูกแรก คือ เมืองเกียวโต ,
ฮิโระชิมะ ,โยโกฮามา โดยใช้เงื่อนไขที่ว่า
เป้าหมายต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 ไมล์และเป็นเขตชุมชุนที่สำคัญขนาดใหญ่ ระเบิดต้องสามารถทำลายล้างและสร้างความเสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายมียุทโธปกรณ์และที่ตั้งของทหารต้องได้รับการระบุที่ตั้งแน่นอน เพื่อป้องกันหากการทิ้งระเบิดเกิดข้อผิดพลาด
ภาพจากชาวญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากสารกัมมันตภาพรังสี
zr
ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ระเบิดในครั้งนั้น เรียกจุดที่ระเบิดถูกทิ้งลงใส่ ฮิโระชิมะ ว่า “ฮิบะกุชะ” ในภาษาญี่ปุ่นหรือแปลเป็นภาษาไทยว่า “จุดระเบิดที่มีผลกระทบต่อชาวญี่ปุ่น” ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่น จึงมีนโยบายต่อต้านการใช้ระเบิดปรมณู ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และประกาศเจตนาให้โลกรู้ว่า ญี่ปุ่นมีนโยบายจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์, ในวันที่ 31 เดือนมีนาคม 2551 “ฮิบะกุชะ” มีรายชื่อผู้เสียชีวิตจากทั้งสองเมืองของญี่ปุ่น ที่ถูกจารึกไว้ประมาณ 243,692 คน และในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน มีรายชื่อผู้เสียชีวิตที่ถูกจารึกไว้เพิ่มขึ้นมากกว่า 400,000 คน โดยแบ่งออกเป็น เมืองฮิโระชิมะ 258,310 คน และเมืองนะงะซะกิ 145,984 คน
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 2
1.มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ(UN : United Nations)เพื่อดำเนินงานแทนองค์การสันนิบาตชาติ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสันติภาพของโลกและให้กลุ่มสมาชิกร่วมมือช่วย เหลือกัน และสนับสนุนสันติภาพของโลก รวมทั้งการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ซึ่งนับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเดิม เพราะสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งและมีกองทหารของสหประชาชาติ
2.ทำให้เกิดสงครามเย็น(Cold War)
3.ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะ มีการนำอาวุธที่ทันสมัยและระเบิดปรมาณูมาใช้ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าสงครามโลกครั้ง
ที่ 1
4.การเกิดประเทศเอกราชใหม่ๆ ประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกต่างประกาศเอกราชของตนเอง ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย และ แอฟริกา และบางประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เช่น เยอรมนี เกาหลี เวียดนาม
5.สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก
6.ความสูญเสียทางด้านสังคมและทางจิตวิทยา
7.เกิดมหาอำนาจของโลกใหม่ คือ สหรัฐอเมริกา และ สหภาพโซเวียต
ประเทศไทยกับสงครามโลกครั้งที่ 2
เหตุผลที่ไทยต้องเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2
ไทยประกาศตนเป็นกลาง แต่ในวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ญี่ปุ่นนำเรือรบบุกขึ้นชายทะเลภาคใต้ของไทยโดยไม่ทันรู้ตัว รัฐบาลต้องยอมให้ญี่ปุ่นผ่าน ทำพิธีเคารพเอกราชกันและกัน
ผลของการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2ของประเทศไทย
-ไทยต้องส่งทหารไปช่วยญี่ปุ่นรบ
-เกิดขบวนการเสรีไทย ซึ่งให้พ้นจากการยึดครอง
-ไทยได้ดินแดนเชียงตุง และสี่จังหวัดภาคใต้ที่ต้องเสียแก่อังกฤษกลับมา แต่ต้องคืนให้เจ้าของเมื่อสงครามสงบลง
-ไทยได้รับเกียรติเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
ที่มาhttp://suphannigablog.wordpress.com/หน่วยที่-4/สงครามโลกครั้งที่-2/